แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - rakatook

หน้า: [1]
1
Cloud VPS LINUX / Cloud VPS Thai #ราคาพิเศษ 350บาท พร้อมส่วนลดอีก 5.5%
« เมื่อ: พฤศจิกายน 05, 2018, 11:36:39 AM »
Cloud VPS #ราคาพิเศษ 350บาท พร้อมส่วนลดอีก 5.5%

Cloud VPS ราคาถูก สำหรับผู้เริ่มต้น ประเทศไทย

#Cloud #VPS #Server #ประเทศไทย

https://www.nakhonitech.com/cloudlinuxthai.html


2
ฟรี VPS / Vps + ฟรี DirectAdmin Unlimited Domains (ไม่จำกัดโดเมน)
« เมื่อ: พฤศจิกายน 05, 2018, 11:30:15 AM »
โปรโมชั่นเดือนนี้ ฟรี #>>> DirectAdmin Web Control Panel
#พร้อมส่วนลดอีก 5.5%

Vps + ฟรี DirectAdmin Unlimited
Domains (ไม่จำกัดโดเมน)

บริการ #VPS Server Thai #CSLoxinfo IDC #พรีDirectAdmin #WebControlPanel #DomainsUnlimited

https://www.nakhonitech.com/vps-server-cs-loxinfo-idc.html


3
HOSTING LINUX / SSD Hosting Wordpress
« เมื่อ: พฤศจิกายน 05, 2018, 11:27:48 AM »
SSD Hosting Wordpress (Plesk Control Panel)

เว็บโฮสติ้งที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานกับ WordPress โดยเฉพาะ เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุดทั้ง “ความเร็ว” และ “ความแรง” รองรับจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้เป็นจำนวนมาก

รองรับเว็บไซต์ WordPress ทุกประเภทไม่ว่าจะเป็น Web Content(blog) , Online Selling (E-commerce)

ให้คุณบริหารจัดการเว็บไซต์ของคุณได้ง่ายๆ ผ่าน Control Panel Plesk Onyx PHP Version เลือกได้ V5.2/5.3/5.4/5.5/5.6/7.0/7.1/7.2

มาพร้อม Network ความเร็วสูงขนาด 1 Gbps (CS Loxinfo idc)

นอกจาก WordPress แล้วเรายังออกแบบ Server ให้รองรับการใช้งาน CMS ชั้นนำอื่นๆ ได้ด้วยอาธิเช่น Joomla, Drupal, Prestashop, OpenCart, Magento ฯลฯ 1 Click Auto installer

https://www.nakhonitech.com/ssd-hosting-wordpress.html


5
การปลดบล็อคไวรัส หลังทำการแก้ไขสคริปลิงค์ไวรัส/ลบไฟล์ออกจากไซต์ แล้ว

1. ขั้นตอนการ ปลดบล็อคไวรัส หลังทำการแก้ไขสคริปลิงค์ไวรัส /ลบไฟล์ แล้ว  ให้ทำการสมัคร+login เข้า gmail แล้วเข้าไปที่ webmaster tools ทันที

2. เพิ่มชื่อเว็บที่ต้องการปลดบล็อค ให้ระบบ google ยกเลิกการเตือนว่าเป็นไซต์อันตราย เข้าไปที่ ADD SITE

3. ทำตามขั้นตอนของ google ADD SITE เมื่อทำครบขั้นตอน ระบบจะให้กด VERIFY

4. รอ 1-2 วันระบบ google จะ ปลดคำเตือนไซต์อันตรายออกให้ค่ะ

6
ทำอย่างไรเมื่อเว็บของคุณเป็น "ไซต์นี้อาจเป็นอันตรายต่อคอมพิวเตอร์ของคุณ"

ข้อสังเกตุ : เข้าชื่อเว็บของคุณผ่าน google.com ผลลัพธ์ : ไซต์นี้อาจเป็นอันตรายต่อคอมพิวเตอร์ของคุณ หรือ ถูกเตือนจาก โปรแกรมซอฟแวร์บางตัว คลิกที่นี่ เพื่อดูต้วอย่างการแจ้งเตือน เช่น FireFox

 

เว็บไซต์ ดิฉันเป็นอันตราย ได้อย่างไรกันคะ ?

 

"ไซต์นี้อาจเป็นอันตราย" เป็นการแจ้งเตือนจากเว็บกูเกิล หรือ ข้อความ "ขออภัยค่ะ ไซต์นี้อาจเป็นอันตรายต่อคอมพิวเตอร์ของคุณ" ซอฟแวร์ที่สามารถตรวจสอบสคริปก่อนที่จะรับ "ม้าโทรจัน" เข้ามาโปรแกรมที่ว่านี้ได้แก่ Fire Fox , Google Chrome , โปรแกรมแอนตี้สปายแวร์ AVAST , Kaspersky หรือ Antivirus แบบ Internet Security เป็นต้น ( แนะนำควรใช้ของแท้เพื่อให้สามารถอัพเดทข้อมูลได้ตลอด ) ทำให้คุณทราบความผิดปกติที่เว็บไซต์ของคุณ เมื่อคุณแจ้งเจ้าหน้าที่ เทคนิคจะได้รับคำแนะนำให้เปลี่ยนรหัสผ่าน หรืออาจถูกเปลี่ยนให้ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ไซต์ของคุณถูกเขียนสคริปเชื่อมโทรจัน เข้ามา อีกครั้งนั่นเอง และขอให้รีบสำรวจ สคริปโทรจันในเว็บไซต์ของคุณทันที คลิกที่นี่  เพื่อดูต้วอย่างสคริปของโทรจัน

 

ทำไมเว็บไซต์ จึงถูกวางสคริปโทรจัน ?

สาเหตุ : การใช้งาน รหัส ftp อัปโหลดข้อมูลเว็บไซต์ ไปยัง hosting ของคุณ ผ่านคอมพิวเตอร์ที่มีโทรจันนี้อยู่ โดยจะทำหน้าที่ขโมยรหัสผ่าน ftp และ ถูกวางสคริป ผ่านรหัสผ่าน ftp อีกครั้ง เข้ามายัง เข้ามายังเว็บ hosting ของคุณอีก จากประสบการณ์ตรง พบว่า สคริปเปลี่ยนหลายรูปแบบ ยากต่อการค้นหา เมื่อปล่อยไว้เป็นเวลานาน คลิกที่นี่  เพื่อทราบคุณสมบัติของโทรจัน หรือ ม้าโทรจัน มีวิธี แก้ไขและป้องกัน ไซต์ อย่างไรบ้าง ?

1. เปลี่ยนรหัสผ่าน FTP ทันทีที่ทราบว่าเว็บไซต์ติดสคริป

2. กำจัดสคริปโทรจันบนเว็บไซต์

3. กำจัดโทรจันที่คอมพิวเตอร์ทันที

4. เลือกใช้เซอฟแวร์ที่สามารถตรวจสอบ สคริป หรือสปายแวร์ได้ เช่น โปรแกรมเว็บเบราเซอร์ Fire Fox , Google Chrome , โปรแกรมแอนตี้สปายแวร์ AVAST , Kaspersky หรือ Antivirus แบบ Internet Security เป็นต้น ( แนะนำควรใช้ของแท้เพื่อให้สามารถอัพเดทข้อมูลได้ตลอด ) กำจัดสคริปออกจากไซต์ แล้วปลดบล็อค ไซต์....อันตราย จาก google ที่ถูกแจ้งเตือนไปแล้ว ได้อย่างไร ?

1. ล็อคอินเข้า กูเกิล เครื่องมือสำหรับเว็บมาสเตอร์ (www.google.com/webmasters/tools/ ล็อคอินด้วย gmail)

2. เพิ่มไซต์ Add Site

3. เพิ่มไฟล์ หรือ ซอร์ทโค้ด ในไซต์ แล้ว Verify ภายใน 24 ชม.

4. request หลังลบสคริปเรียบร้อย รอ 1-7 วัน หรืออาจนานกว่านั้นขึ้นอยู่กับทาง Google ในการตรวจสอบ และจะสามารถปลดบล็อคจาก google ได้ การติดไวรัสประเภทนี้เป็น "จุดเริ่มต้น" ของการถูกใช้เว็บไซต์ เป็นที่โจมตี boom mail, phishing, แพร่กระจายโทรจัน,และสคริปที่เป็นอันตราย

7
ในการที่เรามีเว็บไซต์แล้วนั้นจะต้องรอทาง Google เข้ามาที่หน้าเว็บไซต์เราเองก่อนค่ะ ระยะเวลาประมาณ 1-6 เดือนนะค่ะ

เทคนิคการทำให้เว็บไซต์ติดใน Searh Engine
1 . ใส่ Keyword ใน Title ของหน้าเว็บ
การ ใส่ Key Word ในหน้าเว็บไซต์ในส่วนของแท็ก จะช่วยทำให้  Search Engine รู้ว่าเว็บไซต์หน้านั้นๆ ของคุณมีข้อมูลเกี่ยว กับอะไร ซึ่งข้อมูลนี้จะแสดงอยู่ในตำแหน่งบนด้านบนสุดของบราวเซอร์ ซึ่งตำแหน่งนี้ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญส่วนหนึ่ง

2. การใส่ Key Word ที่ต้องการในส่วนด้านบนของเว็บไซต์และการเน้นด้วยตัวหนา
การเน้น Key Word ที่ต้องการในหน้าเว็บไซต์ด้านบน และมีการเน้น key word ภายในหน้าเว็บไซต์ด้วย ตัวหน้าหรือการใช้แท็ก จะเป็นการเน้นให้ Search Engine รู้ว่า นี้คือคำที่เราต้องการเน้นและให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ซึ่ง Search Engine จะให้ความสำคัญและน้ำหนักกับ Key Word เหล่านี้

3. หลีกเลี่ยงการออกแบบเว็บไซต์ด้วย Flash หรือรูปภาพเยอะ ไม่มีตัวหนังสือ
เพราะ Google จะอ่านจากโค๊ดของหน้าเว็บไซต์ ซึ่งหากเว็บไซต์คุณ มีแต่ภาพ และยิ่งเป็น Flash ด้วยแล้วละก็ Google จะไม่รู้จักเว็บไซต์คุณเลยว่าเกี่ยวกับอะไร คุณควรปรับเปลี่ยนเพิ่ม ตัวหนังสือเข้าไปในเว็บไซต์ เพื่อให้ Google ได้รู้จักเว็บไซต์อของคุณ

4. หลีกเลี่ยงใช้ออกแบบเว็บไซต์ด้วยเฟรม
เพราะ การออกแบบเว็บไซต์ด้วย เฟรม   จะทำให้ Search Engine จะไม่สามารถทราบได้ถึงข้อมูลที่มีอยู่ในเนื้อหาในหน้านั้นๆ เพราะเนื้อหาในหน้านั้น ๆได้ถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ โดยการใช้เฟรม ดังนั้นคุณควรหลีกเลี่ยงซะ (การใช้เฟรม คือ การออกแบบหน้าเว็บที่มีหน้าเว็บหลาย ๆส่วนประกอบเข้าด้วยกันในหน้าเดียว)

5. การเขียนเว็บด้วยภาษาง่าย ๆ ไม่ใช่โค๊ดที่สลับสับซ้อน
การ ออกแบบเว็บไซต์ โดยมี code ที่สั้นและกระชับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เว็บไซต์คุณง่ายต่อการค้นหาของ Search Engine อย่าใช้ code ฟุ่มเฟือยจนเกินไป ไม่ใช้ table มากเกินไป ลดการใช้ JavaScript และ CSS เท่าที่จำเป็นเท่านั้น นอกจากนี้ คำค้นหาสำคัญๆ ควรอยู่ส่วนบนๆของเว็บเพจให้มากที่สุด

6. ควรตั้งชื่อไฟล์รูปภาพ และใส่คำอธิบายให้กับภาพ
คุณ ควรตั้งชื่อไฟล์รูปภาพที่ตรงกับ Keyword ที่คุณต้องการ และควรใส่คำอธิบายภาพ โดยใช้แท็ก คำอธิบาย เพื่อทำให้ Search Engine รู้ว่าภาพที่คุณใส่เข้าไปในเว็บไซต์คุณคือภาพอะไร และเกี่ยวกับอะไร ซึ่งจะมีผลต่อการค้นหาของ Search Engine ด้วย

7. ใส่ คีย์เวริด์ ให้หนาแน่น ภายในหน้าเว็บไซต์
การ ที่ในหน้าเว็บไซต์ของคุณมี Key Word ที่ซ้ำๆ หลายๆ คำในหน้านั้นๆ  (Key Word Density) นั่นหมายถึงหน้าๆ นั้นของคุณมีข้อมูลและเรื่องราวที่เกี่ยวกับคำๆนั้น ซึ่ง Search Engine ให้ความสำคัญกับส่วนนี้ เช่นกัน ซึ่งควรจะมีการซ้ำๆ กันของ Key Word ในหนึ่งหน้าเว็บ ไม่ควรเกิน 20% ซึ่งหากใส่มากเกินไปจะกลายเป็นการ Key Word Spamming ซึ่งอาจจะทำให้เว็บไซต์คุณโดนบล็อกไปเลย

8. ขนาดไฟล์ HTML ของหน้าเว็บไซต์ไม่ควรเกิน 32K
ถ้า หน้าเว็บไซต์ของคุณ มีขนาดใหญ่จนเกินไป จะทำให้ Search Engine ไม่สามารถเก็บข้อมูลของหน้าเว็บไซต์คุณได้ ดังนั้นในการออกแบบ ควรไม่ให้มีขนาดไฟล์ HTML ไม่เกิน 32K

9. แลกลิงค์กับเว็บไซต์อื่นๆ
การ แลกลิงค์กับเว็บไซต์อื่นๆ และมีเว็บไซต์อื่นๆ ลิงค์มาหาคุณเยอะๆ เป็นการแสดงว่า เว็บไซต์คุณเป็นที่รู้จักจากซึ่ง Google จะให้คะแนนของเว็บไซต์คุณ

10. ทำ Site Map ให้กับเว็บไซต์ของคุณ
Site Map ก็คือแผนที่เว็ปไซด์ของคุณ ว่าเว็ปไซด์คุณมีหน้าเว็ปต่างๆ อยู่ที่ไหนบ้าง หน้าไหน link ไปสู่หน้าไหน เป็นการรองรับให้ทุกๆ หน้าของเว็ปไซด์คุณถูกเข้าถึงได้ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้ Google สามารถทราบได้ว่าในเว็บไซต์ของคุณมีหน้าเว็บอะไรบ้างทั้งหมด

8
ฟรี โดเมน / โดเมน ฟรี freenom.com
« เมื่อ: มกราคม 13, 2018, 09:53:04 PM »

9
ฟรี โดเมน / โดเมนเนม (domain name) คืออะไร
« เมื่อ: มกราคม 13, 2018, 09:52:05 PM »
ชื่อโดเมน หรือ โดเมนเนม (domain name) คืออะไร

โดเมนเนม ความหมายโดยทั่วๆ ไป หมายถึง ชื่อเว็บไซต์ ชื่อบล็อก ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อให้จดจำและนำไปใช้งานได้ง่าย
ทั้งในการเข้าชมผ่านบราวเซอร์ของผู้ใช้ทั่วไป ยังรวมไปถึงผู้ดูแลระบบโดเมนเนมซีสเทม ที่สามารถแก้ไขไอพีแอดเดรสของชื่อโดเมนเนมนั้นๆ ได้ทันที
โดยที่ผู้ใช้ทั่วไปไม่จำเป็นต้องรับรู้หรือจดจำไอพีแอดเดรสที่มีการเปลี่ยนแปลง
เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เผยแพร่เว็บไซต์ จะมีโดนเมนเนมเฉพาะไม่ซ้ำกับใคร

โดนเมนเนม มีด็อทอยู่หลายประเภทแต่ที่นิยมมากที่สุดนั้นก็คือ .com เพราะเป็นด็อทในยุคแรกๆ ที่เริ่มใช้กัน และง่ายต่อการจดจำ

ประเภทของ Domain Name แบ่งได้เป็น 2 ประเภท
  1.  โดเมน 2 ระดับ   ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน
  2.  โดเมน 3 ระดับ   ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน . ประเทศ


โดนเมนเนม 2 ระดับ 
จะประกอบด้วย  www . ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน เช่น www.b2ccreation.com
ประเภทของโดเมน คือ คำย่อขององค์กร โดยประเภทขององค์กรที่พบบ่อย มีดังต่อไปนี้

    * .com คือ บริษัท หรือ องค์กรพาณิชย์
    * .org คือ องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร
    * .net คือ องค์กรที่เป็นเกตเวย์ หรือ จุดเชื่อมต่อเครือข่าย
    * .edu คือ สถาบันการศึกษา
    * .gov คือ องค์กรของรัฐบาล
    * .mil คือ องค์กรทางทหาร
   
โดนเมนเนม 3 ระดับ 
จะประกอบด้วย www . ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน . ประเทศ เช่น www.kmitnb.ac.th, www.nectec.or.th, www.google.co.th
 
ประเภทขององค์กรที่พบบ่อยคือ

    * .co คือ บริษัท หรือ องค์กรพาณิชย์
    * .ac คือ สถาบันการศึกษา
    * .go คือ องค์กรของรัฐบาล
    * .net คือ องค์กรที่ให้บริการเครือข่าย
    * .or คือ องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร

ตัวย่อของประเทศที่ตั้งขององค์กร

    * .th   คือ ประเทศไทย
    * .cn  คือ ประเทศจีน
    * .uk  คือ ประเทศอังกฤษ
    * .jp   คือ ประเทศญี่ปุ่น
    * .au  คือ ประเทศออสเตรเลีย
   

โดนเมนเนม ถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่มองข้ามไม่ได้เลยสำหรับเว็บไซต์นั้นๆ โดยเฉพาะกับการโฆษณาบนอินเตอร์เน็ท ถ้าได้ชื่อที่เฉพาะเจาะจง ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจเป็นพื้นฐานเดิมอยู่แล้วนั้น จะทำให้โดเมนเนม หรือ เว็บไซต์นั้นๆ จะได้รับความสนใจและเป็นที่จดจำได้ง่ายไม่ใช่กับผู้เข้าชมหรือ
กลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาชมเว็บไซต์ผ่านโดมเนมเท่านั้นยังรวมไปถึง Search Engine ชื่อดังต่างๆ เช่น Google Yahoo MSN เป็นต้น ที่จะเข้ามาแวะเวียนเข้ามาทำ index กับเว็บเพจหน้าต่างๆ ในเว็บไซต์ของเรา

หลังจากจดโดนเมนเนมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งสำคัญลำดับถัดมานั้นก็คือ โฮสติ้ง (Hosting) หรือ ที่เก็บข้อมูลเว็บไซต์ของเรานั้นเอง ซึ่งโฮสติ้งแต่ละที่จะมี DNS หรือ Name Server ที่ทางผู้ให้บริการโฮสติ้ง จะเป็นคนกำหนดและแจ้งให้เราทราบเพื่อเอาไปใส่ให้โดมเมเนมของเรา
เช่น DNS ของ B2C Creation จะมีชื่อว่า NS1.B2CCREATION.COM และ NS2.B2CCREATION.COM ซึ่งคุณไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้
เพราะถ้าคุณจด Domain Nameและใช้บริการโฮสติ้งกับผู้ให้บริการคนเดียวกันจะไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ หรือแม้ว่าจะเป็นคนละคนกัน เพียงแค่นำ DNS ที่ได้ ไประบุให้กับโดเมนเนมนั้นตามที่ได้อธิบายไปแล้ว

ส่วนเรื่องราคาในท้องตลาดบ้านเรามีหลากหลายราคาแล้วแต่จะเลือกจดโดเมน
ตามความพอใจ ท่านที่สนใจสามารถคลิกเข้าไปตรวจสอบได้ที่



10
หลายคนรู้จักบริการ Web Hosting ในรูปแบบของ Shared Hosting หรือ Dedicated server แต่คงมีหลายคนที่ยังไม่เคยรู้จักบริการ VPS หรือ Virtual Private Server ซึ่งเป็นบริการ Web Hosting อีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจและมีประสิทธิภาพสูงในการใช้งาน (เมื่อเทียบกับ Shared Hosting ทั่วๆ ไป) ทั้งยังมีราคาค่าบริการที่ไม่สูงเกินไปนักอีกด้วย

สำหรับบริการ VPS (Virtual Private Server) หรือ VPS Hosting นั้น แปลความหมายตรงๆ ก็คือบริการเซิร์ฟเวอร์เสมือน ซึ่งจะทำให้สามารถใช้งานเสมือนกับเราใช้งานเซิร์ฟเวอร์ แต่ที่จริงแล้วเราไม่ได้ใช้งานเครื่องเซิร์ฟเวอร์นั้นแต่ผู้เดียว หลักการทำการอธิบายง่ายๆ ได้ดังนี้ เป็นการแบ่งพื้นที่ และทรัพยากรต่างๆ ในเครื่องเซิร์ฟเวอร์ (เช่น CPU, RAM ฯลฯ) ออกเป็นส่วนๆ โดยใช้โปรแกรม (เช่น VMware, HyperV, Virtuozzo ฯลฯ) และติดตั้ง IP Address ให้แต่ละส่วน หรือพื้นที่ที่แบ่งให้ ซึ่งเมื่อทำเสร็จแล้วก็จะทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าใช้งานได้โดยผ่าน Remote Desktop Connection หรือซอร์ฟแวร์ที่ใช้งานการจัดการ เมื่อเข้าใช้งาน เราจะเห็นว่าเหมือนกับเข้าเครื่องเซิร์ฟเวอร์เครื่องหนึ่งเลยทีเดียว (กรณีใช้ Remote Desktop Connection) เพราะจะเห็นหน้า Desktop ของ Windows หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้งานหรือ การให้บริการของผู้ให้บริการ แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว จะมีการเสนอโปรแกรม Control panel สำหรับบริหารจัดการเว็บไซต์มาให้ หรือไม่ก็ติดตั้งให้ใช้งานฟรี (ตามเงื่อนไขที่ผู้ให้บริการกำหนด) ซึ่งก็จะยิ่งทำให้ง่ายต่อการใช้งานมากขึ้นอีก เพราะถ้าเราไม่มีความรู้ด้านการจัดการ หรือใช้งาน Windows server ผ่าน Remote Desktop Connection ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าใช้งาน เนื่องจากสามารถเข้าใช้งาน Control panel ในการจัดสรร แบ่งพื้นที่ กำหนดค่าต่างๆ เพื่อให้เว็บไซต์ใช้งานได้ง่าย เช่นเดียวกับที่เราใช้งาน Shared Hosting เลยที่เดียว

ต่อไปขอรวบรวมข้อดี และข้อเสียของบริการ VPS Hosting เพื่อประกอบการตัดสินใจให้กับคนที่คิดจะใช้บริการนี้อยู่

ข้อดี
1.มีประสิทธิภาพสูงกว่าบริการ Shared Hosting เนื่องจากมีการแบ่งทรัพยากรภายในเครื่องให้ลูกค้าแต่ละรายอย่างชัดเจน ทำให้ไม่เกิดปัญหาจากลูกค้ารายอื่น เหมือนบริการ Shared Hosting เช่น เมื่อมีเว็บไซต์บางเว็บฯ ใช้งาน RAM ในปริมาณมาก ก็อาจทำให้เว็บไซต์อื่นๆ ได้รับผลกระทบ (เข้าเว็บไซต์ช้า หรือใช้งานไม่ได้) ไปด้วย และยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพบริการได้ด้วยการซื้อบริการเสริมต่างๆ เช่น เพิ่ม RAM, CPU หรือพื้นที่สำหรับเก็บข้อมูล (Harddisk) ได้จากผู้ให้บริการอีกด้วย

2.มีอิสระในการใช้งาน VPS ทำให้เราสามารถติดตั้งโปรแกรม หรือแอปพลิเคชั่น ที่เราต้องการได้ แต่หากเป็น Shared Hosting จะไม่สามารถทำได้เนื่องจากผู้ให้บริการจะติดตั้งเฉพาะที่จำเป็น และสามารถใช้ได้ทุกเว็บไซต์ จะไม่ติดตั้งให้เฉพาะเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่ง

3.มีความเร็วในการใช้งานสูงกว่าบริการ Shared Hosting เนื่องจากบริการ VPS จะมี IP Address แยกเป็นของตัวเอง จึงมีความเร็วในการใช้งานเท่ากับที่ผู้ให้บริการให้ โดยจะมีทั้งแบบไม่จำกัด หรือจำกัดในปริมาณที่มากพอจะใช้งาน อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีความเร็วมากกว่า Shared Hosting ที่จะต้องแชร์ความเร็วกับเว็บไซต์ทุกเว็บฯ ในเครื่องเดียวกัน

4.มีความเป็นส่วนตัวสูง เนื่องจากในบริการ VPS จะมีเพียงเว็บไซต์ของเราเท่านั้น ทำให้เราสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ เช่น เก็บข้อมูลส่วนตัว, ติดตั้งโปรแกรม หรือใช้งานอื่น นอกเหนือจากการใช้งานเว็บไซต์ได้ตามต้องการอีกด้วย

5.ความปลอดภัยสูง เพราะเราสามารถติดตั้งโปรแกรมเพื่อป้องกันการโจมตีจากภายนอกได้ด้วยตัวเอง และยังสามารถเลือกเปิด/ปิด Port เพื่อใช้เฉพาะที่ต้องการใช้งาน เพื่อลดช่องทางที่อาจถูกโจมตีได้ ต่างจากบริการ Shared Hosting ที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์อาจถูกโจมตีได้ผ่านทางเว็บไซต์ใดเว็บฯ หนึ่งในเครื่องฯ และส่งผลกระทบกับเว็บไซต์เราก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามเราก็ต้องดูแลการทำงานของ VPS เราอยู่เสมอ เพื่อมิให้เกิดความผิดปกติขึ้นซึ่งอาจเป็นผลทำให้เราถูกโจมตีได้

6.ที่สำคัญบริการ VPS มีราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับบริการ Dedicated server จึงเหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่มีงบน้อย หรือยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้งาน Dedicated server

7.และสำหรับบริษัท หรือองค์กรใด ที่ให้ความสำคัญกับการรับ-ส่งอีเมลล์อย่างมาก บริการ VPS จะช่วยแก้ไขปัญหาได้มากมาย เช่นลดปัญหาเรื่องคิวการรับ-ส่งอีเมลล์ เพราะหากเป็น Shared Hosting จะมีคิวที่รอการรับ-ส่งเป็นจำนวนมาก และที่สำคัญลดปัญหาในกรณี IP ที่ใช้ในการส่งอีเมลล์ติด SPAM Blacklist ได้อีกด้วย เนื่องจากหากเราไม่ได้ส่งอีเมลล์จนติด Blacklist เสียเอง การส่งอีเมลล์ของเราก็จะไม่มีปัญหาโดนบล๊อกสแปมจากปลายทางอีกเลย

ข้อเสีย
1.ถึงแม้จะเหมือนกับ Dedicated server แต่ก็ไม่ใช่ ฉะนั้นประสิทธิภาพก็ไม่ดีเท่า และในเซิร์ฟเวอร์เครื่องนั้นๆ ยังคงมีการแบ่งพื้นที่ และทรัพยากร กับลูกค้าอื่นๆ ดังนั้นประสิทธิภาพยังคงด้อยกว่า Dedicated server อยู่ดี

2.ผู้ใช้งานยังคงต้องมีความรู้ด้านการใช้งานระบบปฏิบัติการไม่ว่าจะเป็น Windows sever หรือ Linux เพราะถึงแม้จะมีโปแกรมช่วยในการบริหารจัดการ แต่หากเราต้องการใช้งานบางอย่าง เช่น ติดตั้งโปรแกรม หรือแอปพลิเคชั่นเสริม ก็ต้องติดตั้งผ่านระบบปฏิบัติการโดยตรง ดังนั้นอาจจะเป็นเรื่องยุ่งยาก หรือต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มสำหรับการหาเจ้าหน้าที่ฯ ผู้เชียวชาญมาดูแล

สำหรับเว็บไซต์ที่เหมาะสำหรับบริการ VPS คือเว็บไซต์ที่มีการใช้งาน Traffic สูง หรือมีผู้เข้าชมจำนวนมาก และเว็บไซต์ที่มีการใช้งานอีเมลล์มาก เนื่องจากบริการ VPS จะตอบโจทย์ในเรื่องการรองรับการเข้าชม (Data Transfer) แบบไม่จำกัด และไม่แชร์การใช้งานร่วมกับเว็บไซต์อื่น ทำให้ลดปัญหาเรื่องการเข้าใช้งานเว็บไซต์ล่าช้าไปได้ ส่วนอีเมลล์หากเป็นบริการ VPS นอกจากจะลดปัญหาที่เกิดจากจำนวนอีเมลล์ที่มากในกรณีใช้ Shared Hosting ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาอีเมลล์ล่าช้า หรืออีเมลล์หายแล้ว ยังลดปัญหาที่ส่งอีเมลล์ออกไปแล้ว ปลายทางไม่ได้รับได้ด้วย เนื่องจาก IP ที่ใช้ส่งจะมีเพียงเราเท่านั้นที่ใช้งาน ดังนั้นหาก IP ที่เราใช้งานไม่ติด SPAM Blacklist ก็จะหมดปัญหาดังกล่าว พูดโดยรวมคือการใช้บริการ VPS เป็นการแยกเราออกจากเว็บไซต์อื่นๆ (ในกรณีใช้ Shared Hosting) และเมื่อเว็บไซต์เราไม่ได้เกิดปัญหาซะเอง เราก็จะสามารถใช้งานได้อย่างราบรื่น และไม่มีปัญหาใดๆ แต่สำหรับเว็บไซต์ที่มีการใช้งานทรัพยากรเครื่องเซิร์ฟเวอร์อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็น CPU, RAM ฯลฯ ในการใช้งานฐานข้อมูล การประมวลผลโปรแกรม หรือแอปพลิเคชั่นใดๆ ขอแนะนำให้ขยับไปใช้บริการ Dedicated server จะดีกว่า เพราะการใช้งานทรัพยากรในบริการ VPS จะเป็นเพียงการแบ่งการใช้งานจากเครื่องเซิร์ฟเวอร์เท่านั้น ดังนั้นหากมีการใช้งานมากๆ ก็อาจเกิดปัญหาขึ้นได้   

11
เทคนิคง่ายๆ เพียงแค่ใส่คำสั่งเหล่านี้ลงไปใน “robots.txt”

User-agent: *
Disallow:

User-agent: rogerbot
Disallow: /

User-agent: exabot
Disallow: /

User-agent: MJ12bot
Disallow: /

User-agent: dotbot
Disallow: /

User-agent: gigabot
Disallow: /

User-agent: AhrefsBot
Disallow: /

คำสั่งเหล่านี้เป็นการบล๊อกบอท Tool ต่างๆ เช่น Ahrefs, SEOMoz, MajesticSEO

ที่จริงแล้วยังมีบอทมากกว่านี้ และเป็นบอทที่ไม่เป็นที่รู้จักอีกมากมาย การจะบล๊อกให้หมดนั้นจึงเป็นเรื่องยาก

หากคุณต้องการคัดกรองให้เหลือแต่บอทที่สำคัญจริงๆ คุณสามารถใช้คำสั่งได้ดังนี้

User-agent: googlebot
Allow:/

User-agent: msnbot
Allow:/

User-agent: slurp
Allow:/

User-agent: bingbot
Allow:/

User-agent: *
Disallow: /

บางกรณีจะใช้ robots.txt ไม่ได้ผล ต้องแก้ไขด้วยการใส่คำสั่งใน .htaccess

RewriteEngine On
RewriteBase /
RewriteCond %{HTTP_USER_AGENT} ^rogerbot [OR]
RewriteCond %{HTTP_USER_AGENT} ^exabot [OR]
RewriteCond %{HTTP_USER_AGENT} ^MJ12bot [OR]
RewriteCond %{HTTP_USER_AGENT} ^dotbot [OR]
RewriteCond %{HTTP_USER_AGENT} ^gigabot [OR]
RewriteCond %{HTTP_USER_AGENT} ^AhrefsBot
RewriteRule ^.* – [F,L]

เพียงแค่นี้คุณก็สามารถบล๊อกบอทที่ไม่จำเป็นได้แล้ว

Credit: VIP116

12
วิธีเช็คอันดับเว็บของตัวเองใน Google แบบง่ายๆ SEO
การใช้ Google Chrome ใน โหมดไม่ระบุตัวตน หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Incognito Mode

1. เปิด Google Chrome
2. กด Ctrl+Shift+N
3. Google Chrome จะขึ้นหน้าต่างใหม่มา โดยจะมีรูปนักสืบใส่หมวกใส่แว่นดำอยู่ที่มุมซ้ายบน
4. พิมพ์ค้นหาตามปกติ

เพียงง่ายๆเท่านี้ คุณก็จะสามารถเช็คอันดับที่แท้จริงของเว็บคุณได้แล้ว

การใช้ Google Chrome ดูเว็บ ภายใต้ Incognito Mode หรือ โหมดไม่ระบุตัวตน
ยังมีประโยชน์อย่างอื่นอีก โดยเมื่ออยู่ในโหมดนี้  Chrome มันจะทำ 3 อย่างคือ

1. เอาพวกประวัติการเข้าชมเว็บและการดาวน์โหลดทั้งหมดออก
2. เคลียร์พวกคุ๊กกี้ (รัน ?) และ แคชทั้งหลายออก
3. ไม่เก็บข้อมูลและการกระทำต่างๆจากการดูเว็บของเรา

แม้ว่าการใช้ Incognito Mode – โหมดไม่ระบุตัวตนใน Chrome จะช่วยทำให้ผลการจัดอันดับตรงกับความเป็นจริง
มากยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่ได้รับประกันว่า มันจะบริสุทธิ์ผุดผ่องของแท้แน่นอน 100% แต่ว่ามันก็ใกล้เคียงที่สุดละนะ
เพราะผมก็ใช้อยู่ (ใช้ดีกว่า Webmaster Tool อีก เพราะเช็คสดได้เลย Live Check / Force Check)

13
สำหรับเว็บไซต์ใหม่ ถ้าทำเนื้อหาไปหลายหน้าแล้ว แล้วลองค้นหาในเว็บ Search Engine อย่าง google.com, yahoo.com หรือ bing.com แล้วไม่พบ คงต้องไปแนะนำ (submit) ให้เหล่า Search Engine ได้รู้จักเว็บของเราด้วยตัวเองแล้วหล่ะค่ะ ตามลิงค์ด้านล่างนี้เลย

Google
http://www.google.com/addurl/

Yahoo
http://search.yahoo.com/info/submit.html

Bing
http://www.bing.com/toolbox/submit-site-url

หลังจาก submit แล้วต้องรอให้ Search Engine มาเก็บข้อมูลในเว็บไซต์ของเราก่อน อาจจะไม่กี่วันหรือหลายสัปดาห์ ไม่แน่นอน

วิธีดูว่าเว็บเราได้รับการ index แล้วหรือยังให้เข้าไปในเว็บ Search Engine  ในช่องค้นหา พิมพ์คำว่า site: ตามด้วยชื่อเว็บ เช่น site:nakhonitech.com   ถ้าผลการค้นหามีหน้าเว็บของเราแล้ว ก็แสดงว่าได้รับการ index แล้ว  ทีนี้คนอื่นๆ ก็สามารถจะค้นหาเจอเว็บเราได้แล้วค่ะ

อีกวิธีที่ทำให้ได้รับการ index จาก google ซึ่งอาจจะเร็วกว่าการ submit คือการฝากลิงค์ไว้กับเว็บที่มีอันดับการค้นหาดีๆ (PageRank สูงๆ)  ทดลองมาแล้วกับเว็บใหม่ ไม่ได้เอาไป submit และที่จริงยังไม่อยากให้ติด index ด้วย แต่ด้วยความที่มีลิงค์อยู่ใน blog นี้ เฮียแกก็ index ไปแล้วอย่างเร็ว

14
ทำเว็บมาก็นานครับ ได้ยินเรื่องการลดขนาดไฟล์ css หรือเรียกกันอย่างเป็นทางการว่า css compress นี้มาก่อนค่อนข้างบ่อย แต่ยังไม่ได้เอาจริงเอาจังกะมันสักเท่าไหร่ ไม่ใช่เพราะมันไม่จำเป็นสำหรับการพัฒนาเว็บไซต์หรอกนะครับ แต่สำหรับผม(เมื่อก่อน)คิดว่าเอาน่า..ทำหรือไม่ทำขนาดไฟล์มันก็ไม่แตกต่างกันมากหรอก แต่เมื่อนานๆ เข้า เทคโนโลยีมันเปลี่ยน มันทำให้ผมที่เคยเฉียดๆ กับเทคนิคนี้กลับต้องมานั่งสนใจกับมันให้เป็นจริงเป็นจังมากขึ้น เหตุผลไม่มีอะไรมากครับ ก็แค่อยากจะลองดูสิว่า ถ้าเราทำ css compress ให้กับเว็บไซต์ของเราแล้วมันจะดีขึ้นหรือไม่และอย่างไร?

เอาง่ายๆ ตามความคิดของผมล่ะกันครับ (ส่วนท่านอื่นก็แล้วแต่จะจินตนาการครับ^^)

ข้อดีของการทำ css compress

1. แน่นอนไฟล์ stylesheet หรือ css ของคุณมันมีขนาดเล็กลงนั่นเองครับ โดยขนาดนั้นจะขึ้นอยู่กับเทคนิคและเงื่อนไขในการทำ css compress

2. เมื่อไฟล์หลายๆ ไฟล์เช่น css ของคุณมีขนาดเล็กลง มันทำให้เว็บโหลดเร็วขึ้น อาจจะไม่เห็นด้วยตาเปล่าสำหรับเว็บที่มีข้อมูลไม่มาก แต่ผมบอกได้เลยว่าสำหรับเว็บที่มีขนาดข้อมูลเยอะๆ เนี่ยเห็นผลมากครับ

3. จำเป็นสำหรับเว็บที่มีการ import css เข้าไว้ที่หน้าเว็บเป็นจำนวนมาก หลายไฟล์อย่างนี้ ยกตัวอย่างเช่นคนที่ทำเว็บขายของออนไลน์ เป็นต้น

ข้อเสีย

1. ไฟล์ css ที่ถูก compress มาแล้วนั้นมันจะอยู่ในลักษณะบรรทัดต่อบรรทัดต่อ 1 condition ที่เราได้กำหนดให้กับ Element ใดๆ ใน เว็บเพจครับ ซึ่งหากเราลองเอามาอ่านดูเล่นๆ เราก็จะพบว่ามันอ่านยากครับ บรรทัดเดียวต่อกันยืดยาวเหมือนหางว่าว

2. เสียเวลาในการทำ css compress ทุกครั้งก่อนอัปโหลดเพื่อใช้งานจริง

อันนี้เป็นตัวอย่างที่ผมยกมาให้ฟังกันเล่นๆ ที่ผมเจออยู่ครับ แต่หลังจากที่ได้ลองทำดูแล้ว(กับเว็บที่มีข้อมูลมาก กินแบนด์วิธต่อเดือน เหมือนการกินอาหารในห้างของเด็กวัยรุ่น) แม่เจ้าเล่นเอาผมอึ้งกิ่มกี่ไปเลยครับ เพราะ sites statistic ของผมนั้น bandwidth มันลดไปค่อนข่างที่จะพอใจในการทำ css compress อาจจะไม่มากก็ตาม แต่ผมว่ามันคุ้มกับการที่ผมต้องมาเสียเวลากับเทคนิคนี้ครับ

เว็บที่ให้บริการทำ css compress แบบออนไลน์

ส่วนตัวผมไม่ได้ชอบเว็บไหนเป็นสำคัญนะครับ เพราะสุดท้ายมันก็แค่ compress ไฟล์ css ให้เราแค่นั้นครับ แต่สำหรับเพื่อนๆ ก็ลองเลือกเว็บที่เหมาะสมกับการทำงานของเราก็แล้วกันครับ ซึ่งผมมีตัวอย่างเว็บที่ให้บริการทำ css compress มาให้ลองเล่นครับ

1. hxxp://www.csscompressor.com/

2. hxxp://www.cssdrive.com/index.php/main/csscompressor/

3. hxxp://refresh-sf.com/yui/

4. hxxp://www.cleancss.com/

ยังไงถ้าใครว่างๆ ก็ลองเล่นดูนะครับ ผมว่าด้วยเทคนิคการลดขนาดไฟล์ css อันน้อยนิดนี้มันอาจจะทำให้ชีวิตของการทำเว็บไซต์ของเราดีขึ้นและทำให้เรานึกไม่ถึงจริงๆ ^^

 

ขอบคุณข้อความจาก lifeatpkru.wordpress.com

หน้า: [1]